
หลายคนอยากเก็บเงินอยากเริ่มออมหรืออยากเริ่มลงทุนแต่มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นก่อนเสมอว่า
“ตอนนี้เงินยังไม่พอใช้เลย” “ไว้มีเงินเยอะกว่านี้ก่อนค่อยเริ่ม” “ถ้ารายได้มากขึ้นกว่านี้คงทำได้”
ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก จนทำให้เรื่องการออมและการลงทุนถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆแต่ในความเป็นจริง การเริ่มสร้างอนาคตทางการเงิน ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก่อนเสมอไป หลายครั้งสิ่งที่สำคัญกว่า “จำนวนเงินที่เริ่ม” คือ “วิธีคิด” และ “เวลาที่เริ่ม”
เปลี่ยนสมการการเงิน ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยน
สมการที่คนส่วนใหญ่มักใช้กับชีวิตคือ
รายได้ – รายจ่าย = เงินออม
ความหมายของสมการนี้คือ ใช้ก่อน เหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งในชีวิตจริง ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้นก็คือ เงินเหลือเก็บไม่มาก หรือบางเดือนไม่เหลือเลย เพราะเมื่อเราให้ “รายจ่าย” มาก่อน เงินออมมักกลายเป็นสิ่งที่ถูกเลื่อนออกไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าลองเปลี่ยนสมการใหม่เป็น
รายได้ – เงินออม = รายจ่าย
วิธีคิดนี้จะทำให้เราเริ่มมองเงินออมเป็น “สิ่งที่ต้องกันไว้ก่อน” ไม่ใช่สิ่งที่ค่อยเก็บทีหลังเมื่อมีเหลือพอเห็นสมการนี้ หลายคนอาจรู้สึกกังวลทันทีว่า แล้วจะพอกับค่าใช้จ่ายได้อย่างไร
แต่ความหมายของการหักเงินออมก่อน ไม่ได้แปลว่าต้องหักเยอะจนชีวิตลำบาก เราอาจเริ่มจากเพียง 5–10% ของรายได้แต่ละเดือน ก็ได้ หรืออาจตั้งให้มีการหักเงินทุกครั้งที่มีเงินเข้าบัญชี ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าคอมมิชชัน หรือรายได้พิเศษ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนมากหรือน้อยในวันแรก แต่อยู่ที่การทำให้ “การออม” กลายเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติของชีวิต
คนจำนวนมากไม่ได้ไม่มีเงินเก็บ เพราะรายได้น้อยอย่างเดียว
บางครั้งสาเหตุที่เราไม่เริ่มออมไม่ใช่เพราะไม่มีเงินเลยแต่เป็นเพราะเรายังใช้วิธีคิดแบบรอให้พร้อมก่อนรอให้รายได้มากกว่านี้รอให้ภาระน้อยกว่านี้รอให้มีเงินเหลือชัดๆก่อนแต่ความจริงคือชีวิตไม่ค่อยมีช่วงที่พร้อมสมบูรณ์แบบนักจะมีค่าใช้จ่ายเสมอจะมีเรื่องจำเป็นเสมอและจะมีเหตุผลที่ทำให้เราคิดว่า “เดี๋ยวค่อยเริ่ม” อยู่ตลอด
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้อนาคตทางการเงินเปลี่ยนเราอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่แต่ควรเริ่มจากการวางระบบเล็กๆให้เกิดขึ้นก่อนเมื่อเงินออมถูกกันไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไรมันกำลังทำหน้าที่สร้างฐานให้ชีวิตเราในระยะยาวแล้ว
สมการของการลงทุน ไม่ได้มีแค่เงินต้น
เวลาพูดถึงการลงทุนหลายคนมักไปโฟกัสที่ตัวเลขเงินต้นก่อนทันทีคิดว่าถ้ามีเงินไม่มากการลงทุนก็คงไม่เห็นผลหรือถ้ายังไม่ได้มีรายได้สูงก็คงยังไม่ใช่เวลาของการเริ่มต้นแต่ถ้ามองในเชิงสมการการลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของเงินต้นเท่านั้น
เงินต้น × ระยะเวลา × อัตราผลตอบแทน = ผลตอบแทนจากการลงทุน
พอเห็นสมการนี้ เราจะพบว่า นอกจากเงินต้นแล้ว ยังมีอีก 2 ตัวแปรสำคัญ ที่ช่วยให้เงินงอกเงยได้เช่นกัน คือ
- ระยะเวลา
- อัตราผลตอบแทน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เริ่มไว แม้เริ่มจากเงินไม่มาก ก็ยังมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ในระยะยาว
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้อนาคตทางการเงินเปลี่ยนเราอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่แต่ควรเริ่มจากการวางระบบเล็กๆให้เกิดขึ้นก่อนเมื่อเงินออมถูกกันไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไรมันกำลังทำหน้าที่สร้างฐานให้ชีวิตเราในระยะยาวแล้ว
อัตราผลตอบแทน ต้องอาศัยความรู้และการเลือกสินทรัพย์
ตัวแปรเรื่อง “อัตราผลตอบแทน” เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจมากขึ้น เพราะเกี่ยวข้องกับการเลือกว่าจะนำเงินไปเก็บหรือไปลงทุนในสินทรัพย์แบบใด
- บางคนอาจเริ่มจากบัญชีออมทรัพย์
- บางคนใช้บัญชี e-Saving
- บางคนอาจขยับไปกองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
ตรงนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีเป้าหมาย อายุ ความเสี่ยงที่รับได้ และฐานะทางการเงินต่างกัน ดังนั้น หากยังไม่มีความมั่นใจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือศึกษาข้อมูลก่อนเริ่มลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม จะช่วยให้ตัวแปรเรื่องผลตอบแทนทำงานได้ดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีอีกตัวแปรหนึ่งที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ นั่นคือ เวลา
เวลาคือข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มเร็ว
สิ่งที่อยากสื่อสารมากที่สุดในเรื่องนี้คือแม้วันนี้เราจะมีเงินต้นน้อยแม้ความรู้เรื่องการลงทุนยังไม่มากแม้จะยังเริ่มได้แค่การเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารหรือ e-Saving แต่ถ้าเรา เริ่มได้เร็ว เราจะมี “ต้นทุนของเวลา” ที่มากกว่าคนที่เริ่มช้า และเวลา คือสิ่งที่ทรงพลังมากในโลกของการเงิน
เพราะเวลาเปิดโอกาสให้เงินค่อยๆสะสมเวลาเปิดโอกาสให้เกิดผลตอบแทนทบต้น เวลาเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้และปรับพอร์ตได้ และเวลาเปิดโอกาสให้เงินก้อนเล็กในวันนี้ ค่อย ๆ โตเป็นก้อนที่มีความหมายในอนาคต
หลายคนมองว่าตัวเองเสียเปรียบเพราะมีเงินไม่เยอะแต่ในอีกมุมหนึ่งหากยังมีเวลาอยู่ นั่นอาจเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดก็ได้
เริ่มน้อย ไม่ได้แปลว่าไม่มีพลัง
สิ่งที่ทำให้คนดูแคลนการเริ่มต้นเล็กๆคือการมองผลลัพธ์ระยะสั้นมากเกินไปถ้าออมเดือนละนิดผลในหนึ่งเดือนอาจยังไม่ชัดถ้าเก็บเงินทีละเล็กผลในหนึ่งปีอาจยังดูไม่มากแต่ถ้าทำต่อเนื่องหลายปีผลลัพธ์จะเริ่มต่างออกไปพลังของการเงินไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาในช่วงแรกแต่อยู่ที่การทำซ้ำอย่างมีวินัย
เงินก้อนเล็กที่ใส่เพิ่มทุกเดือนอาจดูธรรมดามากในวันนี้แต่เมื่อรวมกับเวลามันจะไม่ธรรมดาอีกต่อไปเพราะการออมและการลงทุนไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เริ่มด้วยจำนวนมากที่สุดเสมอไป แต่มักให้รางวัลกับคนที่เริ่มได้ไว และทำต่อเนื่องได้นานพอ
ถ้ายังไม่พร้อมลงทุน เริ่มจากการเก็บให้เป็นก่อนก็ได้
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองว่าต้องลงทุนเก่งตั้งแต่วันแรกถ้าวันนี้ยังมีความรู้ไม่มากการเริ่มจากการออมในที่ที่ปลอดภัยก็ยังดีกว่าไม่เริ่มเลยบัญชี e-Saving หรือเครื่องมือเก็บเงินที่เข้าถึงง่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับหลายคน
เพราะสิ่งสำคัญในระยะแรกไม่ใช่การทำผลตอบแทนสูงสุดแต่คือการสร้างนิสัยทางการเงินให้เกิดขึ้นก่อนเมื่อเรามีวินัยในการกันเงินได้มีความสม่ำเสมอในการเก็บออมได้และเริ่มเห็นคุณค่าของเวลาได้วันหนึ่งเราจะพร้อมต่อยอดไปสู่การเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมมากขึ้นเอง
เริ่มเงินทีละนิดแต่ได้ผลระยะยาวเพราะความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เริ่มจากการมีเงินเยอะเสมอไปแต่มักเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดและเริ่มต้นให้เร็วพอจากเดิมที่เคยคิดว่า
รายได้ – รายจ่าย = เงินออม อาจต้องลองเปลี่ยนเป็น รายได้ – เงินออม = รายจ่าย
เพื่อให้เงินออมกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกันไว้ก่อน และเมื่อมองในเรื่องการลงทุน อย่าดูแค่เงินต้นเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากเงินต้นแล้ว ยังมี “เวลา” และ “ผลตอบแทน” เป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน
แม้วันนี้จะมีเงินต้นน้อยแม้ความรู้ยังไม่มากแต่ถ้าเริ่มได้ไวเราจะมีต้นทุนด้านเวลาที่ช่วยให้เงินค่อยๆเติบโตได้เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ไปได้ไกลทางการเงินไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เริ่มจากเงินเยอะที่สุดแต่อาจเป็นคนที่เริ่มจากน้อยๆแต่เริ่มก่อนและไม่หยุดทำต่อ
–เกษียณสุข ออกแบบได้ด้วยมือเรา–
อยากวางแผนเกษียณหรือเลือกแบบประกันที่ใช่กับพี่จา?
ปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พี่จา จาริณี พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจในทุกช่วงวัย
ปรึกษาฟรีผ่าน LINE

