
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนหมดสิ้นปีปฏิทิน
เข้าสู่ช่วงปลายปี หลายคนเริ่มกลับมาทบทวนเรื่องภาษีอีกครั้ง เพราะนี่คือ “โค้งสุดท้าย” ที่เราจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีก่อนวันสุดท้าย 31 ธันวาคม
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการลดหย่อนคือ “การหนีภาษี” หรือ “การทำให้ไม่ต้องจ่ายเลย” ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่แท้จริง การเสียภาษีเป็น หน้าที่ของผู้มีรายได้ทุกคน เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็เปิดช่องให้เราสามารถ “เลือกใช้สิทธิ์” เพื่อลดภาระในแบบที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์กับตัวเราเองด้วย
การลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด คือการเปลี่ยนเงินภาษีบางส่วนให้กลายเป็น สินทรัพย์หรือเงินออมของเราเอง และช่วยให้อนาคตมั่นคงยิ่งขึ้น
ทำไมคนมีรายได้ควรใส่ใจเรื่องภาษี
แท้จริงแล้วการต้องเสียภาษีคือ “สัญญาณของความก้าวหน้า” แปลว่าคุณมีรายได้เพิ่มขึ้นจนเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่เงินก้อนนี้ เราจะ “ปล่อยให้ไหลออก” ไปเฉย ๆ หรือจะ “วางแผนให้เป็นประโยชน์สูงสุด” ก็ขึ้นอยู่กับเรา
เริ่มวางแผนเลยวันนี้ สรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 ในโค้งสุดท้าย
สรุปสิทธิลดหย่อนภาษี ที่ประชาชนทุกคนสามารถใช้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งส่วนตัวและครอบครัว กลุ่มประกัน/การลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปจนถึงเงินบริจาค เพื่อช่วยให้ทุกคนวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดก่อนสิ้นปี
การลดหย่อนภาษี แบ่งสิทธิต่าง ๆ ออกเป็น 5 หมวดใหญ่ ได้แก่:
1) กลุ่มส่วนตัวและครอบครัว
สรุปสิทธิลดหย่อนพื้นฐานที่ทุกคนใช้ได้ หมวดนี้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ช่วยลดภาระภาษีของทุกครอบครัวได้อย่างมาก ประกอบไปด้วย
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 60,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 60,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสจะต้องไม่มีรายได้ (ได้สูงสุด 1 คน)
- ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ที่จ่ายให้กับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชน สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมสูงสุดไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท (ทั้งนี้การตั้งครรภ์ลูกแฝดจะนับว่าเป็นครรภ์เดียว) หากทั้งสามีและภรรยายื่นภาษีทั้งคู่ จะให้สิทธิลดหย่อนนี้แก่ภรรยาเท่านั้น โดยสามีสามารถลดหย่อนภาษีในกรณีที่ภรรยาไม่มีเงินได้
- ค่าลดหย่อนภาษีบุตร คนละ 30,000 บาท โดยจะต้องเป็นบุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี หรืออายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่ หรือในกรณีที่บุตรอายุเกิน 25 ปี ขึ้นไป แต่มีสถานะเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ ในกรณีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
- กรณีมีเฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมาย: สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรกี่คนก็ได้ตามจำนวนบุตรจริง
- กรณีมีเฉพาะบุตรบุญธรรม: สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท สูงสุด 3 คน
- กรณีมีทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม: ให้ใช้สิทธิบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก่อน และหากบุตรบุญธรรมเป็นคนที่ 4 จะไม่สามารถใช้สิทธิได้ แต่ถ้าบุตรบุญธรรมอยู่ในคนที่ 1-3 สามารถใช้สิทธิบุตรบุญธรรมได้
- ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4 คน กล่าวคือ สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท (และจะต้องไม่ใช่พ่อแม่บุญธรรม) โดยบิดามารดาจะต้องมาอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำระหว่างพี่น้องได้
- ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพลภาพ จำนวนคนละ 60,000 บาท และผู้พิการจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีบัตรประจำตัวผู้พิการ รวมถึงจะต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะ
ในกรณีที่ผู้พิการหรือทุพลภาพเป็นบิดามารดา บุตร หรือคู่สมรสของตนเอง สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งสองส่วน ตัวอย่างเช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และเป็นผู้พิการ สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาท (ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท และค่าลดหย่อนอุปการะผู้พิการ 60,000 บาท)
2) กลุ่มประกัน การลงทุน และการออม
หมวดที่คนทำงานควรใช้ให้ครบเพราะ “ลดหย่อน + เพิ่มความมั่นคง” หมวดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดภาษี พร้อมทั้งสร้าง “ทุนเกษียณ” ของตัวเองระยะยาว ประกอบไปด้วย
- เงินประกันสังคม สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และถ้าหากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
- เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (บิดามารดามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป)
- เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจ Social Enterprise ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESGX) วงเงินที่ 1 เป็นวงเงินลงทุนใหม่ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท และวงเงินที่ 2 เป็นวงเงินจากการสับเปลี่ยน LTF สามารถนำมาทยอยลดหย่อนในปีภาษี 2568 สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถนำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ
*** สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อนประกันชีวิตและการลงทุนในการวางแผนเกษียณ ได้แก่ กองทุน RMF กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ***
3) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
สิทธิสำหรับผู้ซื้อบ้านหรือผ่อนบ้าน หมวดนี้เหมาะกับผู้ที่มี ภาระผ่อนบ้าน, สร้างบ้านใหม่, หรือ ซื้อที่อยู่อาศัย ในช่วงปีที่ภาครัฐเปิดมาตรการลดหย่อนพิเศษ ประกอบไปด้วย
- ลดหย่อน “ค่าบ้านที่สร้างใหม่” ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องเป็นการ สร้างบ้านใหม่ ในช่วงวันที่ 9 เมษายน 2567 – 31 ธันวาคม 2568 ลดหย่อนได้ 10,000 บาทต่อค่าใช้จ่ายจริงทุก 1,000,000 บาทแรกรวมแล้วลดหย่อนได้ สูงสุด 100,000 บาท เช่นค่าก่อสร้างบ้าน 5 ล้านบาท → สามารถนำเข้าลดหย่อนได้ 50,000 บาท และมาตรการนี้ช่วยสนับสนุนคนที่สร้างบ้านเอง โดยลดหย่อนตามยอดสร้างจริง ไม่ใช่ราคาประเมินที่ดิน
- ลดหย่อน “ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย” ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
ต้องเป็นดอกเบี้ยจากเงินกู้บ้านที่ใช้เพื่อ ที่อยู่อาศัยจริง ผู้มีสิทธิ์ลดหย่อนคือ “ผู้กู้ที่มีชื่อในสัญญากู้”
หากเป็นผู้กู้ร่วม ต้องตกลงกันว่าใครเป็นผู้ใช้สิทธิ์ ใช้ได้กับทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโด
เช่น ดอกเบี้ยบ้านทั้งปี 78,000 บาท → ลดหย่อนได้เต็มจำนวน 78,000 บาท
ดอกเบี้ยบ้าน 150,000 บาท → ใช้สิทธิลดหย่อนได้ 100,000 บาท (ตามเพดาน)
***การลดหย่อนหมวดอสังหาริมทรัพย์เป็น “สิทธิพิเศษ” ที่รัฐให้เพื่อช่วยลดภาระผู้ซื้อบ้านใช้สิทธิได้เฉพาะผู้กู้ ไม่ใช่ผู้ขายหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถ ใช้ซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่นที่ห้ามใช้ร่วมกัน
4) กลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ
มาตรการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายและเพิ่มสภาพคล่อง ประกอบไปด้วย
- Easy e-Receipt 2568 สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 50,000 บาท ตามที่จ่ายจริง สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการที่มีใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 สินค้าและบริการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ได้แก่ สินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้า OTOP และสินค้าหมวดหนังสือ (รวมถึง E-Book)
- ค่าลดหย่อนติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัย สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาท ตามที่จ่ายจริง สำหรับค่าติดตั้งตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นกฎหมาย ถึง 31 ธันวาคม 2570 (รอประกาศเป็นกฎหมาย)
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว คอนโด ห้องชุด และอาคาร เป็นต้น สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าสร้างบ้านใหม่ 2567-2568 สามารถลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริงทุก 1 ล้านบาท (รวม VAT แล้ว) รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท โดยจำกัดค่าก่อสร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 1 หลัง สูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านใหม่ตามสัญญาจ้างที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 – 31 ธันวาคม 2568
5) กลุ่มเงินบริจาค
ลดหย่อนได้ทั้งในรูปแบบ 1 เท่าหรือ 2 เท่าตามประเภท หมวดนี้เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงสังคม พร้อมลดหย่อนภาษีไปในตัว ประกอบไปด้วย
- เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ สามารถนำมาลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
- เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป
การลดหย่อนภาษีเลือกแบบที่เหมาะกับรายได้และสภาพคล่อง อย่าวางแผนจนมากเกินไป อ่านเงื่อนไขให้ครบ หากไม่มั่นใจ ให้ปรึกษาที่ปรึกษาการเงินหรือตัวแทนประกันชีวิตที่เชี่ยวชาญ
ปลายปีไม่ใช่แค่เวลาส่งท้าย แต่คือช่วงเวลาที่เรามีโอกาส “ตัดสินใจเพื่ออนาคต” ของตัวเองการเสียภาษีเป็นหน้าที่ แต่การลดหย่อนภาษีคือ “โอกาส” โอกาสที่จะทำให้เงินที่ควรจะจ่ายทิ้ง กลายเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตและดูแลเราในอนาคตได้
เพราะการวางแผนการเงินที่ดีนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีเสมอค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tokiomarine.com/th/th/life/about-us/media-centre/tax-deductions-list-2025.html https://www.finnomena.com/finnomenafunds/tax-deduction-guide/ https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newsbanner/2025/10/PR22102568.pdf
อยากวางแผนเกษียณหรือเลือกแบบประกันที่ใช่กับพี่จา?
ปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พี่จา จาริณี พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจในทุกช่วงวัย
ปรึกษาฟรีผ่าน LINE

